การรักษาความสะอาดช่องปาก
เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า แปรงฟันทุกวัน วันละ 2-3 ครั้ง ทำไมฟันจึงผุ ถ้าจะมาพิจารณากันอย่างละเอียด แล้วละก็ คงจะตอบตัวเองกันได้นะคะว่า เราให้ความสนใจการแปรงฟันน้อยเกินไป บางคนนะแค่เอาไปสีฟันเข้าไปถูๆ ซ้ายที่ ขวาที แล้วก็เลิก แปรงสีฟันบางคนก็ใช้นานซะจนขนแปรงบาน หมดแรงสปริง เลยทำความสะอาดไม่ได้ดีเลย
ความจริงแล้ว รายละเอียดของการแปรงฟันนั้น มีทั้งแปรงสีฟันที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันควรมีส่วนผสมของฟลูออไรด์ ตลอดจนวิธีการแปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึง ล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็น ต้องคำนึงถึง ในการแปรงฟันให้สะอาด และเกิดผลในการป้องกันฟันผุด้วย
แปรงฟัน ... อย่างมีประสิทธิภาพ
การแปรงฟันอย่างมีประสิทธิภาพ จะประกอบด้วยปัจจัย 5 ข้อ ดังนี้
  1. ขนแปรง : แปรงสีฟันที่ใช้ควรมีขนแปรงนุ่ม จะช่วยส่งเสริมให้แปรงฟันได้ โดยไม่ต้องออกแรงมาก สามารถป้องกันการสึกกร่อน และอาการเสียวฟัน ที่อาจเกิดต่อเนื่องได้ การแปรงฟันโดยแปรงสีฟันที่อ่อนนุ่ม จะช่วยให้ขนแปรงเข้าไปตามซอกฟัน ซึ่งเป็นที่สะสมของเศษอาหาร และคราบจุลินทรีย์ได้ อย่างทั่วถึง ทำให้ทำความสะอาดได้ดีกว่า แต่จะต้องปรับอุปนิสัย และความเชื่อที่ว่า แปรงฟันแแรงๆ จึงจะสะอาด เปลี่ยนเป็น แปรงฟันด้วยขนแปรงนุ่ม จะสะอาดดีกว่า
  2. บริเวณที่ควรแปรงฟัน : แปรงฟันบริเวณขอบเหงือกเป็นพิเศษ บริเวณขอบเหงือก หรือรอยต่อระหว่างเหงือกและฟัน จะเป็นส่วนที่คราบจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเหงือกอักเสบ และโรคฟันผุ สะสมได้ดีที่สุด ดังนั้น จึงเป็นบริเวณที่จะต้องได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ โดยการทำความสะอาดบริเวณนี้ ของเหงือกอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ การแปรงฟันโดยใช้ขนแปรงที่อ่อนนุ่ม กระทบขอบเหงือกเบาๆ ยังเป็นการกระตุ้นการทำงานของเหงือกด้วย ในรายที่เหงือกอักเสบ การแปรงฟันบริเวณขอบเหงือก อาจมีเลือดออกได้ แต่ถ้าอดทนแปรงต่อไป ในบริเวณนั้นอย่างต่อเนื่อง อาการเหงือกอักเสบ และเลือดออกขระแปรงฟัน จะลดน้อยลง และหายไปในที่สุด ภายในเวลาไม่นาน
  3. ด้านของฟันที่ต้องแปรง : แปรงฟันให้ทั่วทุกซี่ฟัน ทั้งด้านนอกและด้านใน ด้านนอกของฟัน ได้แก่ ด้านแก้ม คนส่วนใหญ่สามารถแปรงให้สะอาดได้ดี จะมีจุดอ่อนก็ตรงกระพุ้งแก้มด้านลึกสุด มักแปรงเข้าไปไม่ค่อยถึง ก็ทำให้ไม่สะอาดได้ และด้านในของฟัน ได้แก่ ด้านเพดานปาก สำหรับฟันบน หรือด้านลิ้น สำหรับฟันล่าง เป็นส่วนที่แปรงฟันไม่ค่อยถึงที่สุด เพราะว่าทุกด้านของฟัน จะเป็นที่สะสมคราบจุลินทรีย์ได้เหมือนๆ กัน จึงสมควรจะได้รับการทำความสะอาดเท่ากัน ทั้งด้านนอก และด้านในของฟันทุกซี่ในปาก การแปรงฟันที่กี จึงต้องแปรงช้าๆ และทั่วถึง
  4. เวลาที่ใช้ : แปรงฟันให้นาน ครั้งละประมาณ 2 นาที เพราะดดยปกติแล้ว ความยาวของแปรงสีฟัน จะครอบคลุมฟันได้ครั้งละ 2-3 ซี่ ในขณะที่ฟันน้ำนมมี 20 ซี่ และฟันถาวรมี 32 ซี่ ซึ่งได้รับการแปรงฟันทั้งด้านนอก และด้านในทุกซี่อย่างทั่วถึง จะใช้เวลาประมาณ 2 นาที่ขึ้นไป ดังนั้น การแปรงฟันอย่างรีบร้อน จะแปรงได้ม่ทั่วถึง และไม่สะอาดเพียงพอ
  5. ยาสีฟัน : แปรงฟันอย่างสม่ำเสมอ ด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ยาสีฟันที่ดี จะต้องมีส่วนผสมของฟลูออไรด์ ในการป้องกันโรคฟันผุ และการแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ควรจะต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ในการต่อต้านโรคฟันผุ ได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้การแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ในเวลาประมาณ 2 นาที่ดังกล่าว จะเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเกิดปฏิกิริยา ป้องกันฟันผุของฟลุออไรด์ด้วย
การแปรงฟันให้สะอาด อย่างทั่วถึง
    ขั้นตอนการแปรงฟัน
  1. การจับแปรง เวลาจะแปรงฟันบน จับแปรงหงายขึ้น
    เวลาจะแปรงฟันล่าง จับแปรงคว่ำลง
  2. วิธีการแปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึง
    • วางแปรงแนบกับขอบเหงือก
    • เอียงขนแปรงเล็กน้อย
    • ขยับแปรง ไป-มา เล็กน้อย
    • หมุนข้อมือปัดขนแปรงจากเหงือก ผ่านตัวฟันดดยตลอด
    • ถ้าเป็นฟันบน ปัดลงล่าง ฟันล่าง ปัดขึ้นบน
    • แปรงให้ทั่วทุกซี่ ทั้งด้านนอก ด้านในของฟันบน และฟันล่าง ให้สะอาด
    • ส่วนด้านบดเคี้ยว ถูกไปมาตามแนวฟัน ทั้งซ้าย-ขวา จนสะอาด แต่ละครังควรใช้เวลาแปรงฟัน ประมาณ 2-3 นาที
การแปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึง ในแต่ละบริเวณ ทำได้ดังนี้
แปรงด้านนอกของฟันบน หงายแปรงขึ้น สอดแปรงไว้ระหว่างกระพุ้งแก้ม และฟันบน ให้ด้านข้างของขนแปรง แนบบริเวณเหงือกและฟัน โดยปลายขนแปรง อยู่เหนือขอบเหงือกเล็กน้อย วางทำมุม 45 องศา ออกแรงกดเบาๆ ขยับแปรงไปมาเล็กน้อย และบิดข้อมือให้ขนแปรงปัดลงล่าง จากเหงือกผ่านซอกฟัน และตัวฟันในบริเวณนั้นโดยตลอด ให้แปรงซี่ในสุดออกมาข้างนอกจนทั่วทุกซี่
แปรงด้านในของฟันหลังบน หงายแปรงขึ้น สอดแปรงเข้าไปในช่องปากด้านเพดาน ให้ด้านข้างของขนแปรงแนบบริเวณเหงือกและฟัน โดยปลายขนแปรงอยู่เหนือเหงือกเล็กน้อย เอียงทำมุมประมาณ 45 องศา ออกแรงกดเบาๆ ขยับแปรงไปมาเล็กน้อย และบิดข้อมือให้ขนแปรงปัดลงล่าง จากเหงือกผ่านซอกฟัน และตัวฟัน ในบริเวณนั้นโดยตลอด
แปรงด้านนอกของฟันล่าง คว่ำแปรงลง สอดแปรงไว้ระหว่างกระพุ้งแก้มกับฟัน หันด้านข้างของขนแปรง ให้ปลายขนแปรงชิดกับขอบเหงือก วางมุมประมาณ 45 องศา ออกแรงกดเบาๆ ขยับแปรงไปมาเล็กน้อย แล้วบิดข้อมือให้ขนแปรงปัดขึ้นบน จากเหงือกผ่านซอกฟัน และตัวฟันในบริเวณนั้นโดยตลอด
แปรงด้านในของฟันหลังล่าง คว่ำแปรงลง สอดแปรงเข้าในช่องปาก ให้อยู่ระหว่างลิ้นกับฟัน วางด้านข้างของขนแปรง แนบบริเวณเหงือกและฟัน โดยปลายขนแปรงอยู่ต่ำจากขอบเหงือกเล็กน้อย เอียงทำมุมประมาณ 45 องศา ออกแรงกดเบาๆ ขยับแปรงไปมาเล็กน้อย แล้วบิดข้อมือให้ขนแปรงปัดขึ้นบน จากเหงือกผ่านซอกฟัน ในบริเวณนั้นโดยตลอด
แปรงด้านในของฟันหน้า สอดแปรงเข้าไปในช่องปาก ด้านในของฟันหน้าบน จับแปรงหงายขึ้น ให้ด้ามแปรงขนานกับตัวฟัน วางขนแปรงบริเวณขอบเหงือก ปลายขนแปรงสัมผัสกับฟัน แล้วปัดขนแปรงจากขอบเหงือกลงมาถึงปลายฟัน ด้านในของฟันหน้าล่าง จับแปรงคว่ำลง ให้ด้ามแปรงขนานกับตัวฟัน วางขนแปรงบริเวณขอบเหงือก แล้วปัดขนแปรงจากขอบเหงือกขึ้นมา ถึงปลายฟัน
แปรงด้านบดเคี้ยว ฟันล่าง คว่ำแปรงลง วางแปรงด้านบดเคี้ยว ให้ขนแปรงสัมผัสกับตัวฟัน ออกแรงถู เข้า-ออก เบาๆ ในบริเวณนั้นโดยตลอด
ฟันบน หงานแปรงขึ้น ให้ขนแปรงสัมผัสกับด้านบดเคี้ยว ออกแรงถูก เข้า-ออกเบาๆ ในบริเวณนั้นโดยตลอด
    ข้อควรจำ
  1. ควรแปรงฟันทันทีหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังรับประทานของหวาน
  2. ควรแปรงฟันให้ทั่วทั้งปาก ฟันบน ฟันล่าง ทุกด้าน และทุกซี่
  3. แปรงฟันด้านหนึ่งๆ ควรแปรงไม่น้อยกว่า 4-5 ครั้ง และไม่ควรออกแรงมากเกินไป
  4. ใช้เวลาแปรงฟันประมาณ 2-3 นาที
  5. การแปรงฟันผิดวิธี เช่น การแปรงตามขวาง หรือขึ้นลงพร้อมกัน ทำให้เหงือกร่น และฟันสึกกร่อนมาก
  6. ทุกคนควรมีแปรงของตัวเอง ขนาดพอเหมาะกับปาก ขนแปรงไม่แข็งเกินไป
การใช้ไหมขัดฟัน
ไหมขัดฟัน เป็นเส้นใยไนล่อน มีทั้งชนิดเคลือบขี้ผึ้ง และไม่เคลือบ ชนิดเคลือบขี้ผึ้งยังมีกลิ่นต่างๆ อีก เช่น มิ้นท์ ซินนาม่อน
ซอกฟัน เป็นตำแหน่งที่เกิดฟันผุ และเหงือกอักเสบได้มาก ทั้งนี้เพราะ มีคราบอาหาร หรือเศษอาหารที่ติดซอกฟัน และการแปรงฟัน หรือบ้วนน้ำ ไม่สามารถช่วยได้ เพราะขนแปรงเข้าไปทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง ปัญหานี้ไหมขัดฟันช่วยได้
เมื่อทำความสะอาดตรงนี้ได้ นอกจากจะช่วยป้องกัน โรคฟันผุ และเหงือกอักเสบแล้ว ยังช่วยลดกลิ่นปาก ที่เกิดจากเศษอาหาร ที่หมักหมมตามซอกฟันได้
การใช้ไหมขัดฟัน ใช้ง่าย ไม่เสียเวลา แม้แต่เวลานั่งดูรายการโทรทัศน์ ก็สามารถทำได้
    วิธีใช้ไหมขัดฟัน มีดังนี้
  1. ดึงไหมขัดฟัน ยาวประมาณ 12-18 นิ้ว พันรอบนิ้วกลางทั้ง 2 ข้าง
  2. ดึงไหมขัดฟันให้ตึงด้วยนิ้วชี้ และนิ้วหัวแม่มือ ไห้ไหมอยู่ระหว่างนิ้วทั้งสอง ยาวประมาณ 1.5 นิ้ว
  3. ผ่านไหมขัดฟันเข้าที่ซอกฟัน ด้วยการขยับไปมาแบบเลื่อย ระวังอย่าให้เร็วมาก จนไหมกระแทกยอดเหงือก
  4. โอบไหมขัดฟัน กับฟันซี่หนึ่งให้แนบบริเวณคอฟัน สอดเข้าใต้เหงือกประมาณ 0.5 มม. แล้วขยับไหมขัดฟันขึ้นลง เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์
  5. ทำแบบเดิมในฟันซี่ติดกัน เมื่อเสร็จจากซอกฟันแต่ละซอก เลื่อนไหมขัดฟัน จากนิ้วกลางข้างหนึ่ง ไปยังอีกข้างหนึ่ง เพื่อใช้ไหมขัดฟันที่สะอาด กับซอกฟันอื่นๆ ทำอย่างนี้ให้ครบ ทุกซี่ ทั้งฟันบน และล่าง
เครื่องช่วยทำความสะอาดฟัน
คนเราแต่ละคนนั้นมีลักษณะการเรียงตัว ของฟันในช่องปาก ที่แตกต่างกัน บางคนมีฟันที่มีการเรียงตัวเป็นระเบียบ บางคนมีฟันที่ซ้อนเก บางคนมีฟันห่าง บางคนมีฟันยื่นยาว และอื่นๆ เป็นต้น ดังนั้น การทำความสะอาดฟันจึงมีความแตกต่างกันไปในแต่ละคนด้วย โดยคนที่มีการเรียงตัวของฟันที่ซับซ้อน ควรใช้เครื่องมือช่วยทำความสะอาดฟันชนิดอื่นๆ เข้ามาช่วยในการทำความสะอาดด้วย อาทิ
  1. ไม้จิ้มฟัน : ไม้จิ้มเป็นเครื่องมือช่วยในการทำความสะอาดฟันที่ดี แต่ต้องใช้ให้ถูกวิธี โดยการเลือกใช้ไม้จิ้มฟันที่มีเนื้อไม้อ่อน ใช้ในลักษณะของการขัดทำความสะอาดฟัน จะช่วยทำความสะอาดบริเวณคอฟันได้ดี
  2. แปรงซอกฟัน : มักใช้ในคนที่ได้รับการผ่าตัดโรคเหงือก จะช่วยทำความสะอาดบริเวณซอกฟันที่มีการเปิดกว้างได้ดี
เคลือบหลุมร่องฟัน ... ป้องกันฟันผุ
ฟันกรามด้านบดเคี้ยว โดยเฉพาะฟันกรามที่ขึ้นมาใหม่ๆ จะเป็นบริเวณที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุได้มาก เพราะเป็นบริเวณที่มีร่องลึก เป็นที่สะสมของเศษอาหาร และคราบจุลินทรีย์ การเคลือบหลุมร่องฟัน ด้วยวิธีการใช้สารคล้ายพลาสติก ปิดทับร่องฟัน จะทำหน้าที่เหมือนเกราะคลุมอยู่บนร่องฟัน ป้องกันร่องฟัน ไม่ให้สัมผัสกับสภาพแวดล้อม ที่จะมีผลต่อการเกิดโรคฟันผุ และยังช่วยให้สามารถ ทำความสะอาดฟันที่ด้านบดเคี้ยว ได้ง่ายขึ้น
สารเคลือบร่องฟัน ที่ใช้กันโดยทั่วไป เรียกว่า ซีลแลนท์ มีลักษณะเป็นของเหลว สามารถนำใส่ในร่องฟันได้ และจะแข็งตัวในเวลาไม่นานนัก โดยการใช้สารเคมี หรือใช้แสงช่วยให้แข็งตัว มีคุณสมบัติยึดติดกับผิวฟันได้ดี จึงทำให้มีความคงอยู่ และปิดทับร่องฟันได้นาน ซีลแลนท์มีทั้งชนิดใส ไม่มีสี สีขาว หรือสีเหลือง
เวลาเคลือบร่องฟันที่เหมาะสมที่สุด คือ ช่วงเวลาที่ฟันกรามเพิ่งขึ้นมาใหม่ๆ และนิยมทำกับฟันกรามแท้ซี่แรก เนื่องจากผลการศึกษา พบว่า ฟันกรามแท้ที่ผุ ส่วนใหญ่คือ ฟันกรามแท้ซี่แรก และมักจะผุในปีแรกที่ฟันขึ้น ดังนั้น การเคลือบร่องฟัน จึงเคลือบในเด็กที่มีอายุประมาณ 6 ปี ซึ่งจะช่วยป้องกันฟันผุในฟันกรามซี่นี้ได้ดี
การใช้ฟลูออไรด์
ฟลูออไรด์ เป็นสารช่วยป้องกัน หรือลดการผุของฟันได้ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผลต่อฟันเป็น 2 ลักษณะ คือ
  1. ขณะที่ฟันยังไม่ขึ้น และมีการสร้างตัวอยู่ในขากรรไกร สารฟลูออไรด์จะเข้าไปรวมตัวกับแร่ธาตุ ในส่วนที่จะเป็นผลึกของฟัน ทำให้ฟันมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น
  2. ในกรณีที่ฟันขึ้นแล้ว ฟลูออไรด์ช่วยทำให้เกิด กระบวนการคืนกลับของแร่ธาตุสู่ผิวเคลือบฟัน มีผลต่อการซ่อมแซมกระบวนการผุเริ่มแรกของฟัน ที่บริเวณเคลือบฟัน ให้คืนสู่สภาพปกติ และมีผลให้คราบจุลินทรีย์ ลดการสร้างกรดที่เป็นอันตรายต่อฟันด้วย
การนำฟลูอออไรด์มาใช้ ในการป้องกันฟันผุ มี 2 ลักษณะ คือ โดยการรับประทาน และ การสัมผัสผิวเคลือบฟัน ฟลูออไรด์ที่ใช้รับประทาน ส่วนใหญ่ อยู่ในรูปแบบของยาเม็ดฟลูออไรด์ ยาน้ำฟลูออไรด์ วิตามินผสมฟลูออไรด์ การเติมฟลูออไรด์ในน้ำดื่ม และในรูปแบบที่กำลังอยู่ระหว่าง การวิจัยทดลอง คือ นมฟลูออไรด์ การรับประทานฟลูออไรด์จะให้ผลดี กับฟันที่กำลังสร้างตัวอยู่ในขากรรไกร การรับประทานฟลูออไรด์ให้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง ต้องใช้กับวัยเด็ก ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 12 ปี ในส่วนของฟันที่ขึ้นมา ในช่องปากแล้ว จะใช้ฟลูออไรด์ในลักษณะ ให้สารฟลูออไรด์ได้สัมผัสกับผิวเคลือบฟัน เช่น การแปรงฟันด้วยยาสีฟัน ผสมฟลูออไรด์ การใช้ยาบ้วนปากผสมฟลูออไรด์ ซึ่งจะทำให้สภาพของช่องปาก ได้รับสารฟลูออไรด์ในความเข้มข้นต่ำๆ อย่างต่อเนื่อง ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงเพิ่มให้กับผิวฟันขึ้นได้ ... โดยเฉพาะการใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์นั้น ไม่ควรบีบยาสีฟันใช้ในปริมาณมากเกินไป ให้ใช้เพียงขนาดที่เหมาะสม สำหรับการแปรงฟันแต่ละครั้งก็เพียงพอแล้ว
ในการใช้ฟลูออไรด์ เพื่อป้องกันฟันผุนั้น ต้องมีการควบคุมใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินความจำเป็น เพราะการได้รับฟลูออไรด์ปริมาณมากๆ ในครั้งเดียว ก่อให้เกิดอันตรายอย่างเฉียบพลันได้ (ในเด็ก ปริมาณที่อันตราย คือ 5-30 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ในผู้ใหญ่ ปริมาณที่อันตราย คือ 32-64 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) จึงต้องควบคุมปริมาณการใช้ ไม่ให้มากเกินไป และต้องเก็บไว้ในที่ปลอดภัยจากมือเด็ก
ข้อสำคัญที่สุดก็คือ ปรึกษาทันตแพทย์ หรือศึกษา หาความรู้ที่ถูกต้อง ก่อนที่จะใช้ฟลูออไรด์นะคะ
ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์
ฟลูออไรด์ในยาสีฟันมีประโยชน์ ตรงที่ช่วยในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับผิวเคลือบฟัน เพราะฟลูออไรด์จะสามารถแลกเปลี่ยนแร่ธาตุ กับส่วนของผิวเคลือบฟันได้ ซึ่งจะมีความแข็งแรงกว่าผิวเคลือบฟันปกติ
ฟลูออไรด์ที่นิยมใส่ในยาสีฟันมาก คือ โซเดียมฟลูออไรด์ โซเดียมโมโนฟลูออโรฟอสเฟต แสตนนัสฟลูออไรด์
การใช้ยาสีฟันนั้น เพื่อช่วยให้การแปรงฟันได้นาน และแปรงฟันได้สะอาดอย่างทั่วถึง เพราะฟองในยาสีฟัน ช่วยให้การแปรงฟันง่ายขึ้น มีความชุ่มชื้น และยังมีกลอ่น รส ชวนให้น่าแปรง การที่คนส่วนใหญ่คิดว่า ต้องใส่ยาสีฟันมากๆ เพื่อจะได้ช่วยดับกลิ่นปาก ไม่จริง เพราะจริงๆ แล้ว ใช้ยาสีฟันแต่น้อย เพียงแค่มีฟองแต่พอดี ก็เพียงพอแล้ว ทั้งเรื่อง การช่วยทำความสะอาดฟัน และเรื่องช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับตัวฟันด้วยฟลูออไรด์ เราควรใช้ปริมาณยาสีฟันในขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวก็เพียงพอ โดยกดยาสีฟันให้อยู่ระหว่างขนแปรง เพื่อเวลาแปรง ยาสีฟันจะได้สัมผัสกับฟัน ไม่หลุดออก
น้ำยาบ้วนปาก
อาหาร กับสุขภาพช่องปาก
เราควรกินอาหารให้ครบ อาหารหลัก 5 หมู่ เป็นประจำทุกวัน เพื่อสุขภาพ ฟัน เหงือก และร่างกาย
โดยเฉพาะอาหารที่มีแร๋ธาตุแคลเซียม ฟลูออไรด์ และแร่ธาตุอื่นๆ ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญในการเสริมสร้าง กระดูกและฟัน ซึ่งร่างกายจะได้รับโดยการกินอาหารพวกเนื้อสัตว์ ไข่ นม ปลาที่กินได้ ทั้งกระดูก ผักสีเขียว และผลไม้ต่างๆ ตามฤดูกาล
การเลือกรับประทานอาหาร จะเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างเดียว คงไม่เป็นการเพียงพอ ควรคำนึงถึงลักษณะของอาหารด้วย เช่น
  1. รูปแบบของอาหาร อาหารที่ได้จากธรรมชาติ โดยตรงจากผัก ผลไม้ จะมีความหวานและติดฟันน้อยกว่าอาหารที่สังเคราะห์หรือสกัด เช่น ลูกอม ชอกโกแลต น้ำอัดลม น้ำหวาน เป็นต้น
  2. ความอ่อนนิ่มของอาหาร อาหารที่นิ่มๆ จะใช้แรงบดเคี้ยวเพียงเล็กน้อย เช่น ขนมปัง ขนมเค้ก จะติดฟันได้ง่าย ทำให้เกิดฟันผุได้
  3. อาหารรสเปรี้ยว มีกรดเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย ทำให้ฟันกร่อน เกิดอาการเสียวฟัน ควรงดอาหารประเภทนี้ หรือรับประทานแต่น้อย เพื่อสุขภาพฟันที่แข็งแรง
พฤติกรรมที่มีผลเสียต่อสุขภาพช่องปาก
พฤติกรรมที่ไม่ควรปฏิบัติ เพราะจะมีผลเสียต่อฟัน อวัยวะปริทันต์ กระดูกชากรรไกร และอวัยวะอื่นๆ ในช่องปาก ตัวอย่างเช่น
  1. การดูดนิ้วมือ ดูดหัวนมปลอม ปกติเด็กแรกเกิดถึง 2 ขวบกว่าจะชอบทำ แต่ควรเลิกก่อน 3-4 ขวบ มิฉะนั้น จะมีผลต่อกระดูกขากรรไกร ทำให้ฟันหน้ายื่น หุบปากไม่สนิท มีช่องว่างระหว่างฟันหน้า ทำให้การกัดฉีกอาหาร มีประสิทธิภาพน้อยลง พุดไม่ชัด การใช้ลิ้นดันฟันหน้าขณะกลืน การหายใจทางปาก ก็มีผลเช่นเดียวกัน
  2. การดูดนมขวดขณะนอนหลับ ในเด็ก ถ้าทำบ่อยๆ ฟันจะผุทั้งปาก เพราะเกิดกรดทำลายฟัน และเชื้อราเจริญเติบโต เกิดฝ้าขาวที่ลิ้น ฟัน กระพุ้งแก้ม
  3. การอมข้าว ให้ผลเช่นเดียวกับการดูดนมขวดนอนหลับ ควรปรับพฤติกรรมของเด็ก ไม่ควรตาใจให้เด็กเล่นของเล่น หรือวิ่งเล่นขณะป้อนข้าว เพราะเด็กจะลืมเคี้ยว
  4. การบริโภค โดยเฉพาะอาหารประเภทน้ำตาล การกินจุบกินจิบ ไม่เป็นมื้อ มีโอกาสเกิดฟันผุได้ง่าย
  5. การไม่แปรงฟัน บ้วนน้ำหลังอาหาร เกิดการตกค้างของเศษอาหาร ตามร่องฟัน ซอกฟัน เกิดฟันผุ และเหงือกอักเสบง่าย
  6. การกัดแทะสิ่งของต่างๆ หรือการใช้ฟันผิดประเภท เช่น ใช้เปิดขวดน้ำอัดลม กัดเล็ก กัดตะปู ทำให้ฟันยื่น บิ่นแตก บิดเก การใช้ฟันเคี้ยวอาหารข้างเดียว อาจทำให้เมื่อยขากรรไกรได้
  7. การสูบบุหรี่จัด การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการเคี้ยวหมาก ซึ่งนอกจากจะมีผลเสียต่อสุขภาพแล้ว ยังอาจทำให้สภาพช่องปากเกิดการเปลี่ยนแปลง อ่อนแอลง มีแนวโน้มเกิดความผิดปกติต่ออวัยวะปริทันต์รุนแรง หรือเนื้อเยื่ออื่นในช่องปากได้

 

1