ดูแลตัวเองเมื่อตั้งครรภ์
การดูแลเพื่อให้ลูกมีฟันดี ควรเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อตั้งครรภ์ เพราะฟันน้ำนมองลูก จะมีการสร้างตัวของฟัน ตั้งแต่แม่มีอายุครรภ์ได้ประมาณ 6 สัปดาห์ การสร้างตัวของฟันนั้น ก็ต้องการสารอาหารหลายชนิด เช่นเดียวกับการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แร่ธาตุจำพวก แคลเซียม ฟอสฟอรัส ซึ่งจะมีผลให้ชั้นเคลือบฟัน และเนื้อฟันมีความแข็ง ดังนั้น หญิงตั้งครรภ์จึงควรรับประทาน อาหรให้ครบ ทั้ง 5 หมู่ เพิ่มการรับประทานอาหารที่มี แคลเซียม ฟอสฟอรัสมากๆ เช่น นมไข่ ปลาเล็กปลาน้อย
การดูแลอนามัยช่องปาก อย่างสม่ำเสมอ ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะหญิงตั้งครรภ์ มักจะมีพฤติกรรมการรับประทานจุบจิบ ประกอบกับ มีการเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมนในร่างกาย จึงให้มีโอกาสเสี่ยง ต่อการเป็นโรคฟันผุ หรือเกิดเหงือกอักเสบได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ดังนั้น จึงควรแปรงฟัน หลังรับประทานอาหารอาหารมื้อหลัก ทั้ง 3 มื้อ เพื่อให้สภาพช่องปากสะอาด ไม่เป็นโรค และในขณะตั้งครรภ์ ควรได้รับการตรวจสภาพช่องปากด้วย เพื่อรับคำแนะการดูแลรักษาความสะอาดช่องปากอย่างถูกต้อง และรับการตรวจวินิจฉัย อาการเหงือกอักเสบ หรือโรคฟันผุ ซึ่งหากตราวจพบว่าเป็นโรค จะได้ทำการรักษาในระยะเริ่มแรก เช่น การอุดฟัน การขูดหินปูน
หญิงตั้งครรภ์ควรไปรับบริการตรวจ และรักษาสุขภาพช่องปาก เมื่ออายุครรภ์อยู่ในช่วง 4-6 เดือน เพราะเป็นช่วงที่บรรเทาจากอาการแพ้ท้องแล้ว และครรภ์ก็ไมใหญ่มากเกินไป เพราะจะลำบากในการ ต้องรับการรักษาฟันนานๆ
ระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ควรปฏิบัติตนดังนี้
  1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่างพอเพียง
  2. แปรงฟันทุกครั้งหลังอาการ และหลังอาเจียน หรืออย่างน้อยต้องบ้วนปากแรงๆ หลายๆ ครั้ง หลังอาเจียน
  3. ไปรับการตรวจรักษา และขอคำแนะนำที่ถูกต้องจากทันตแพทย์
คุณแม่ตั้งครรภ์ ... ควรระวังเรื่องยา
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงก็คือ หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะชนิดเตตร้าไซคลิน เพราะจะมีผลทำให้ฟันของลูกที่กำลังสร้างมีความผิดปกติไป อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนสีฟันได้
รักษาความสะอาดช่องปากลูก ... อย่างไร
การดูแลความสะอาดในช่องปากเด็ก เพื่อช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของโรคฟันผุ ควรเริ่มเมื่เด็กอายุได้ประมาณ 4 เดือน แม้จะเป็นช่วงที่เด็กยังไม่มีฟันขึ้นเลยก็ตาม โดยการใช้ผ้าสะอาด ชุบน้ำอุ่นพอหมาดๆ เช็ดที่บริเวณสันเหงือก กระพุ้งแก้ม วันละ 2 ครั้ง เช้า และเย็น นอกจากช่วยทำให้เด็กปากสะอาด ไม่เกิดเชื้อราแล้ว ยังมีผลให้เด็กมีความเคยชิน กับการมีสิ่งของเข้าปาก และเด็กจะยอมรับการแปรงฟันโดยง่าย เมื่อถึงเวลาที่ต้องแปรงฟัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว จะเริ่มแปรงฟันให้เด็ก เมื่อเด็กมีฟันกรามน้ำนมขึ้นแล้ว คือ อายุประมาณขวบครึ่ง เนื่องจากฟันกรามน้ำนม มีด้านบดเคี้ยว ที่มีร่องลึก และในช่วงเวลานี้ เด็กมีการรับประทานอาหารหลายอย่าง นอกเหนือจากนม การแปรงฟันจะช่วย กำจัดเศษอาหาร ที่ตกค้างตามร่องฟัน ได้ดีกว่าใช้ผ้าเช็ดฟัน
โดยสรุปก็คือ
  1. ให้ทารกดูดน้ำตาม หลังดูดนมขวด เพื่อชะล้างคราบนมที่ตกค้างในปาก โอกาสเกิดฝ้าขาวในปากจะลดลง
  2. ไม่ปล่อยให้เด็กหลับคาขวดนม เพราะจะทำให้เกิดปัญหาฟันผุลุกลามอย่างรวดเร็ว
  3. ทารกช่วงอายุ 6-7 เดือน ฟันหน้าเริ่มขึ้น ทำความสะอาดช่องปากด้วยการใช้ผ้าสะอาดเช็ดเหงือกและฟัน พอวัยขวบครึ่ง ฟันกรามน้ำนมเริ่มขึ้น ควรใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่มแปรงฟันให้ โดยยังไม่ต้องใช้ยาสีฟัน และพอ 6 เดือนขึ้นไป อาจให้ฟลูออไรด์เสริมเพื่อให้ฟันแข็งแรง แต่จะต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของทันตแพทย์เท่านั้น
เลือกแปรง และยาสีฟัน
การแปรงฟันในเด็กที่เล็กมากๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาสีฟัน เพราะเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ยังควบคุมการกลืนได้ไม่ดีนัก โดยเด็กส่วนใหญ่ จะกลืนยาสีฟันขณะแปรงฟัน ซึ่งหากเป็นยาสีฟัน ที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ การกลืนยาสีฟันบ่อยๆ อาจทำให้เด็กได้รับปริมาณ สารฟลูออไรด์มากเกินไป ซึ่งจะส่งผลเสียต่อฟัน ที่กำลังสร้างตัว ทำให้เกิดฟันตกกระได้ หากต้องใช้ยาสีฟัน ก็ควรเลือกใช้ยาสีฟันของเด็ก ซึ่งมีส่วนผสมของฟลูออไรด์น้อยกว่า ของผู้ใหญ่ และใช้แตะเพียงแค่ปลายขนแปรง เพียงเล็กน้อย หรือใช้ขนาดที่ไม่เกินเม็ดถั่วเขียว ก็เพียงพอแล้ว
แปรงฟันให้ลูก
การแปรงฟันให้เด็กเล็กมากๆ ควรให้เด็กอยู่ในท่าที่สบาย โดยมากจะให้เด็กนอนตัก ในที่มีแสงสว่างพอเพียง แล้วแม่ หรือผู้เลี้ยงดูจึงแปรงฟันให้เด็ก เมื่อเด็กโตขึ้น วิธีที่นิยม คือ ผู้ที่แปรงฟันให้เด็ก อยู่ด้านหลังเด็ก แล้วใช้มือด้านซ้ายจับคางเด็กไว้ เพื่อให้นิ่ง และเงยหน้าเล็กน้อย วิธีการแปรงฟันให้เด็กเล็ก ให้วางขนแปรงตั้งฉากกับฟันที่จะแปรง แล้วถูไปมาในแนวขวาง โดยขยับไปมาสั้นๆ แล้วจึงเลื่อนแปรงไปตำแหน่งถัดไป
การที่จะแปรงฟันให้ครบทุกซี่ ทุกด้าน โดยป้องกันการหลงลืม ควรแปรงฟันอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มแปรงฟันจากฟันบน ด้านติดแก้มขวาสุด วนมาทางซ้าย แล้วเริ่มแปรงฟันล่างด้านติดแก้มด้านซ้าย วนมาทางขวา แล้วจึงแปรงฟันบนด้านเพดานปาก วนในลักษณะเช่นเดิม จากนั้นจึงแปรงฟันด้านบดเคี้ยวทั้ง 4 ด้าน ด้วยการถูไปมาเช่นเดียวกัน ขั้นสุดท้าย คือ การแปรงลิ้นให้เด็ก ด้วยการปัดขนแปรงออกเบาๆ ที่บริเวณผิวด้านบนของลิ้น ในการแปรงฟันให้เด็ก ควรใช้นิ้วมือข้างที่จับคางเด็ก ช่วยกันกระพุ้งแก้มเด็ก ในบริเวณที่แปรงฟัน เพื่อป้องกันไม่ให้แปรงสีฟัน กระแทกกับเนื้อเยื่ออ่อนในปากเด็ก การแปรงฟันให้เด็กเล็ก อย่างน้อยควรแปรงวันละ 2 ครั้ง คือ ตอนเช้า และก่อนนอน เช่นเดียวกับการแปรงฟันทั่วไป
นมแม่ช่วยบำรุงฟัน
นมแม่ เป็นอาหารที่มีสะอาด และมีประโยชน์ที่สุดสำหรับทารก
กินนมขวดอย่างไร ฟันไม่ผุ
ในปัจจุบัน เด็กเล็กเป็นจำนวนมากที่เป็นโรคฟันผุ มาจากสาเหตุของ การเลี้ยงลูกด้วยนมขวด โดยวิธีการที่ไม่เหมาะสม ทำให้มีคราบนมตกค้าง อยู่ในช่องปากเสมอ ซึ่งจะมีผลให้ฟันน้ำนมที่ขึ้นมาในช่องปากเด็ก อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีทั้ง แบคทีเรีย และน้ำตาล ฟันจึงมีโอกาสที่จะผุได้ง่าย การผุจากสาเหตุนี้ มักเกิดกับฟันหลายๆ ซี่ จึงเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ต่อการรัษา หรือบางครั้งจำเป็นต้องถอนฟันออก เด็กก็จะมีฟันหลอเป็นระยะเวลานานหลายปี กว่าที่จะมีฟันแท้ขึ้นมาแทนที่ การเลี้ยงดูเด็กด้วยนมขวด จึงควรให้ความเอาใจใส่ ไม่ควรให้เด็กดูดนม จนหลับคาปาก เมื่อเด็กเริ่มมีฟันขึ้นแล้ว ควรให้น้ำตาม 1-2 ช้อนชา หลังจากที่เด็กดูดนมแล้ว นมมื้อดึกก็ควรลดปริมาณการให้ลงเรื่อยๆ เมื่อเด็กอายุได้ประมาณ 4-6 เดือน ก็ควรให้เลิกนมมื้อดึก ในช่วงเด็กอายุประมาณ 6 เดือน สามารถฝึกให้เด็กดื่มนมจากแก้วได้แล้ว และค่อยๆ ให้เด็กเลิกดูดนมจากขวด ใช้วิธีดื่มนมจากแก้วแทน เมื่อเด็กอายุได้ประมาณขวบครึ่ง ก็ควรเลิกดูดนมจากขวดได้ และควรเลือกใช้นมรสจืด การฝึกเด็กตั้งแต่เล็กๆ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ที่เด็กจะปฏิบัติตามได้โดยง่าย และไม่เกิดปัญหา เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลิกดูดนมจากขวด
อาหารบำรุงฟัน
อาหารประเภทแป้ง หรือน้ำตาล เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคฟันผุในเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำตาลทราย ที่เรานำมาใส่ขนม เพื่อให้เกิดรสหวานนั้น มีผลให้เกิดโรคฟันผุได้มากกว่าน้ำตาลชนิดอื่น และเด็กๆ มักจะชอบขนมหวาน ดังนั้น จึงควรให้การเอาใจใส่ การดูแลเรื่อง การรับประทานขนมหวานในเด็กเล็ก โดยไม่ควรให้เด็กรับประทานน้ำอัดลม น้ำผลไม้ที่มีรสหวาน ทอฟฟี่ ขนมแป้งอบกรอบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ถ้าเด็กเคยรับประทานตั้งแต่เล็กๆ ก็มักจะติดใจในรสหวาน และรับประทานขนมหวานจนเป็นนิสัย แม่ หรือผู้เลี่ยงดูเด็ก ควรฝึกให้เด็กรับประทานของหวาน ในมื้ออาหาร ก็จะช่วยทำให้น้ำตาลในช่องปาก มีความเจือจาง และเกิดอันตรายแก่ฟันลดลง ร่วมกับการฝึกเด็กให้รับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ เป็นอาหารว่าง เช่น ผลไม้ นม
ปัจจัยที่ควรคำนึงถึง ในเรื่องอาหารของลูกก็คือ
  1. ลักษณะอาหาร อาหารที่เหนียวติดฟันนาน จะทำให้เกิดกรดในช่องปาก เป็นเวลานาน ได้แก่ กะละแม ทอฟฟี่ เพราะต้องใช้เวลานาน กว่าน้ำลายตจะชะล้างออกจากฟันได้
  2. ความบ่อยครั้งของการรับประทานอาหาร ทุกครั้งที่เรารับประทานอาหาร อาหารพวกแป้งและน้ำตาลจะเกิดกรก ในแผ่นคราบฟันประมาณ 20 นาที เพราะฉะนั้น ุถ้าเรารับประทานอาหารบ่อยครั้ง ก็จะทำให้เกิดกรดเป็นเวลานานต่อเนื่องกันได้ เช่น การรับประทานน้ำอัดลมบ่อยๆ
  3. รับประทานในมื้อ หรือนอกมื้ออาหาร อาหารพวกแป้งและน้ำตาล ที่รับประทานในมื้ออาหารจะมีผลเสีย น้อยกว่ารับประทานชนิดเดียวโดดๆ เพราะในมื้ออาหาร จะมีอาหารอื่นคลกเคล้าด้วย เช่น กลุ่มเนื้อ และผัก ซึ่งต้องใช้แรงบดเคี้ยวค่อนข้างมาก น้ำลายก็จะหลั่งออกมา ชะล้างกรดที่เกิดขึ้นได้ดี และอาจมีน้ำแกง หรือน้ำประกอบช่วยเจือจางกรดที่เกิดขึ้น
เด็กดูดนิ้วมือ
เด็กโดยทั่วไปมักชอบดูดนิ้วมือ และส่วนใหญ่จะเลิกก่อนอายุ 4-5 ขวบ แต่มีเด็กบางคนที่ยังติดเป็นนิสัย ซึ่งอาจจะเกิดจากเหตุผลบางอย่าง เด็กที่ดูดนิ้วมือต่อเนื่องไป จะมีผลต่อการขึ้นของฟัน และการเจริญของขากกรรไกร ทำให้ฟันยื่นไม่สวย ฟันบน และฟันล่างสบกันไม่พอดี
การจะให้เด็กเลิกดูดนิ้วมือ ไม่ควรหัวเราะเยาะ พูดค่อนแคะ หรือบังคับให้เด็กเลิก ควรใช้วิธีการชักชวน ส่งเสริมอย่างเพื่อน ด้วยการเตือนใจ หรือกระตุ้นให้เด็กเลิกนิสัยนั้น เช่น ให้เด็กได้รับการเตือนใจ โดยการวาดภาพสิ่งที่ชอบ ลงบนนิ้วมือ หรือการกระตุ้นด้วยการวางดาว บนตาราง ในแต่ละวันที่เขาไม่ได้ดูดนิ้ว หากมีการใช้วิธีการต่างๆ แล้วไม่ได้ผล ก็คงให้หมอฟันใส่เครื่องมือ เพื่อกันการดูดนิ้วมือให้เด็ก
พาลูกไปพบหมอฟัน
เด็กทั่วไปมักมีความอยากรู้อยากเห็น เขาจะรับรู้เรื่องราวของหมอฟัน ที่ไม่รู้จักจากพ่อแม่ และคนอื่นๆ คนเหล่านั้นมักบอกเล่าในทำนองว่า หมอฟันจะเป็นผู้ที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด หรือการไปหาหมอฟัน จะต้องถูกฉีดยา หรือถอนฟันออก ซึ่งเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด เด็กก็จะสร้างภาพพจน์ของหมอฟัน ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยพบเลย ดังนั้น พ่อแม่ หรือคนใกล้ชิดเด็ก ควรที่จะสร้างความคิดทางด้านบวก เกี่ยวกับหมอฟัน ให้เด็ก และในการไปพบหมอฟันครั้งแรก ควรสร้างความรู้สึกที่ดีแก่เด็ก เช่น การที่หมอฟันทำความคุ้นเคยกับเด็ก และให้การดูแลฟันเด็กอย่างง่ายๆ ที่ไม่ทำให้เด็กเจ็บปวด เด็กก็จะไม่กลัวที่จะไปพบหมอฟันในครั้งต่อไป
การพาเด็กไปพบหมอฟันครั้งแรก ควรเริ่มเมื่อฟันซี่แรกขึ้นในช่องปาก หรืออย่างช้าที่สุด ก็ควรเป็นช่วงที่เด็กมีฟันกรามน้ำนม ขึ้นมาในช่องปากแล้ว เมื่ออายุประมาณ 1 ½ ขวบ หมอฟันจะช่วยตรวจสภาพช่องปากของเด็ก ให้คำแนะนำ ในการดูแลอนามัยช่องปาก ที่เหมาะสมแก่เด็กแต่ละคน และผู้ปกครองยังสามารถถามถึงสิ่งที่ต้องการทราบ ในการดูแลฟันเด็กให้ดี ได้อย่างละเอียดด้วย

 

1